Saturday, May 8, 2010

The Imaginarium of Doctor Parnassus

Gilliam felt that "[I] didn't make this film. Forces from above and below made it. It made itself. I don't worry anymore. It's got its own relentless momentum. It just needed some human sacrifice."[19] "It's made itself - I was just one pair of hands and there were many hands." "Don't get me into my mystical mode ... but the film made itself and it was co-directed by Heath Ledger!", "The irony is that the choices that were forced upon us improved the movie, so it was as if Heath co-directed the movie, even co-wrote it.....................

If someone says I'm nuts, then I'll say I'm seriously for this film. I believe what he said it's the fact.

Very incredible story telling, my brain ignite at many messages being sent through out the movie. It's about the imagination and it's true to me. The believing system project only what is real in front of the eyes of who believe that it's real. It's the riddle of this universal mystic we are searching for. The history may crafted it on the stone and imaginations may craft it on the soul. Someone may take a life time trying to explain about one's believe, what is real and what is not, but putting the foot down on the earth reveals the secret of heaven and underworld upon individual perception. And that's the proof.

Thank you so much for passing on the knowledge of universe " Terry Gilliam"

Monday, April 26, 2010

เส้น




เส้นบางเส้น เวลามองจากที่ไกลๆเราก็นึกว่ามันคือเส้นๆเดียวกัน  แต่ถ้าลองได้เดินเข้ามาใกล้ๆ ได้ใช้สายตาไล่ตามที่มาที่ไปของเส้นนั้นๆ  มันอาจจะมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน ใกล้เคียงกัน บางเส้นมาจากคนละทิศละทางแต่มามีความบรรจบเกือบลงตัวเป็นเนื้อเดียวกัน 

ในความเหมือน บางครั้งบางคราวก็ไม่อาจลงเอยกันได้ จะเป็นเพราะความเชื่อมั่นของแต่ละคน ลึกๆในนั้น หรือประสบการณ์บางอย่าง ที่มันสอนอะไรให้คนคนนึง มีความคิดอะไรบางอย่าง ที่เมื่อยึดถือความคิดนั้นแล้ว มันเหมือนเป็นเกราะป้องกันความผิดหวัง ความทุกข์ หรือ จะนำมาซึ่งความสุขและอะไรก็แล้วแต่ เมื่อคนคนนึงมีบางสิ่งบางอย่างที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้ในใจ มันก็เป็นปัจเจกของคนคนนั้นที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาได้ หรือถ้าหาคำมาพรรณาได้ก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าจะทำดีไม๊

  เมื่อฉันลุกขึ้นและเดินออกจากห้องที่เคยเก็บตัวเก็บใจมาแสนนาน ฉันอาจจะดูเหมือนเป็นคนคนเดิมในสายตาคนที่รู้จัก ยังยิ้มและทักทายผู้คน ยังมีความรู้สึก หวั่นไหวกับใครบางคน ยังหวาดกลัวกับเรื่องเดิมๆ  ... และอีกวันก็ผ่านไป ..แต่ในทุกๆวันที่ภาระกิตรจบสิ้นลง . พอถึงตอนเปิดประตูเข้าห้องนอน ปิดไฟ และเปิดผ้าห่มและพาตัวเองแทรกลงไป จนหัวถึงหมอน เมื่อนั้นความคิดที่เป็นเกราะป้องกันความอ่อนแอก็ค่อยๆเริ่มกระบวนการชำระล้าง และค่อยๆให้เหตุผล กับ เรื่องราวต่างๆ ที่จิตใจของฉันไปประสบพบมาในแต่ละวัน   ทุกคนต้องมีโอกาสได้ทำอะไรสักอย่าง ที่รู้สึกถูกและผิด ต้องการแก้ไข ต้องการสานต่อ อยากจะทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป หรือประชดด้วยการไม่ใส่ใจกับเรื่องนั้นไปเลยก็ได้ และฉันก็เป็นคนคนนึงที่มี สี ขาว เทา ดำ ในความคิด แต่มันมีหลืบของประสบการณ์ในชีวิต ที่มันคอยบอกและเตือนว่า ก้าวต่อไปฉันจะทำหรือไม่ทำอะไรถึงจะเหมาะสมและคุ้มค่ากับตัวเอง.. คนที่เคยเจ็บปางตาย แล้วรอดชีวิตมาได้ กับคนที่ถูกมีดบาดที่กลางมือ มันเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน คือตอนเจ็บมันก็ผละออก ใจมันก็กลัว แต่ความตระหนักในใจมันมีน้ำหนักต่างกันอย่างแน่นอน .. ไม่ใช่ไม่รู้สึก ไม่ใช่ไม่รับรู้ ไม่ใช่ไม่แคร์ เธอรู้สึกอย่างไร.. ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนๆกัน เท่าๆกัน แต่เพราะตัวแปล ตัวแปลงภาพเหล่านั้น มันก็ทำงานอย่างซื่อสัตย์และเที่ยงตรง ฉันเห็นถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ใจตัวเอง คิดอะไรไปมากกว่านี้ .. แต่ความรู้สึกดีดี มันจะมีให้ตลอดไป

อย่าพยามหาเหตุผล เมื่อมันไม่มีเหตุผล  ที่มีเหตุผลมันก็มีอยู่อย่างไม่ถาวร มันก็กำลังผ่านไปและกำลังจบไป และก็ไม่ต้องเข้าใจเพราะมันไม่มีอะไรอยู่ในนั้น ที่มันไม่มีไม่ใช่เพราะมันไม่มี แต่มันไม่มีเพราะยังไง สักวัน มันก็จะไม่มี เพราะธรรมชาติมันเป็นอยู่อย่างนี้ ทั้ง ฉัน และ เธอ ทั้ง เรา และ เขา เราต่างเป็นเส้นที่วิ่งวนไปวนมาพาดผ่านทับถม วนเวียน บางครั้งเราก็วาดเส้นให้มันบรรจบกัน ให้มันเข้ากัน คล้องจองกัน ดูเหมือนจะใช่ และ มันก็ไม่ใช่ ในเมื่อธรรมชาติของเส้นชีวิต ไม่เคยจะหยุดอยู่นิ่งๆ  มันอาจจะพยามวิ่งบรรจบกับใครสักคน แต่ยังไงก็ต้องวิ่งต่อไป

Thursday, April 8, 2010

ธาตุสาร



ระหว่างกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องจะจัดการกับไฟล์งานอย่างไร สัดส่วนสีสรรมันไม่ได้มุมตรงนี้ เพื่อนมีปัญหามาก ต้องแก้ไข กินไม่ได้นอนไม่หลับ ณ ตอนคุยอยู่นั้นมันก็มีเหตุให้คิดเช่นนี้ว่า.................
เราเกิดมา มาทุรนทุราย มานั่งหัวเราะ ดีใจ มาฟูมฟาย ให้กับภาพมายา เรื่องที่วนไปวนมาซ้ำๆแล้วซ้ำเล่า เรื่องบางเรื่องจับต้องไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่มีตัวตนแต่ก็ต้องมากลุ้มใจ ต้องสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นๆดูและวิจารณ์ สร้างภาพนั้นๆโดยที่แม้แต่มือยังไม่เคยสัมผัสว่าถึงตัวมันเลยว่าคืออะไร แต่ต้องเอาใจไปเกาะติดสิ่งที่ถูกรุมเร้าด้วยการมอง และฟัง
บางทีบางครั้ง ลายเส้นบางเส้น มีสี มันโค้งไม่ได้ดังใจ ก็โกรธ ก็ขัดข้องใจ ทำไมเป็นสีนั้นสีนี้ ทำไมลายมันแคบเกินไปควรให้กว้างกว่านี้ ไปดุด่าติติงว่าคนที่มองไม่เหมือนเรา มีความต่ำต้อยกว่า รู้น้อยกว่า หรือไม่เข้าใจความต้องการของสังคมโดยรวม ว่าสังคมโดยรวมชอบสีนี้ สว่างกว่านี้ กว้างกว่านี้ แคบกว่านี้ ยาวกว่านี้ สั้นกว่านี้ บางครั้งด้วยอำนาจหน้าที่ก็ บีบบังคับ ข่มขู่ให้คนที่คิดไม่เหมือนกับเราต้องได้รับความไม่ยุติธรรม ต้องลำบาก เสียใจ จนทนอยู่ด้วยไม่ได้ จนโกรธกัน ทะเลาะกัน ลาขาดกันไป เพียงเพราะการตั้งค่าในใจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันชอบสีชอบสัดส่วน ชอบพื้นผิว หนักเบาไม่เหมือนกัน แล้วเราก็เอาอารมณ์โกรธ อารมณ์ไม่พอใจไปจับ ไปหาconditionให้มัน ใจมันอยากโกรธ มันรอคอยการโกรธ ธาตุต่างๆมันสันดาป มันเกิดพลังงาน ดูมันสิ มันเกิดพลังงาน น้ำถูกเคลื่อนที่ด้วยลม มันพัดพา มันไหวไปมา เมื่อรวมกับดิน มันพัดไปมา มันไหลรวมไปมา มันเกิดเป็นวงจร มันเกิดพลังงาน และเมื่อธาตุไฟได้เชื้อเพลิงจากพลังงาน ก็เกิดการปะทุ ก็แตกตัว และสลายไป เกิดการเผาพลาญ รวมกัน แตกกระจาย รวมตัว และสลายไป
เรามองเห็นมันบ้างไหม ว่าการทำงานของสรรพสิ่งของธาตุมันเป็นอยู่อย่างนั้น บางครั้งการเกิดกระบวนการสันดาปเหล่านี้ มันมีขึ้น เราก็เข้าใจว่านั้นคือตัวเรา เราต้องหาทางจัดการ ทำอะไรกับมัน มันเกิดความร้อน เราต้องโกรธ ต้องแสดงอาการ เราไม่เห็นความเป็นธรรมชาติที่ละเอียดเหล่านั้น เราก็ปะทุไอร้อนเหล่านั้น นำพามาเป็นอารมณ์ หงุดหงิด ไม่มีเหตุผล ไม่พอใจ เห็นอะไรก็วิจารณ์ ต้องพูดถึง ต้องแสดงอาการ เพื่อให้สมกับธาตุที่มันปะทุมา โดยการหาเหตุ หาเรื่อง ขุ่นข้องหมองใจ หาตัวลงต่างๆ รูป รส กลิ่น เสียง หาสิ่งแวดล้อมทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มาเป็นเหยื่อของการที่จะบ่งบอกว่า "เป็นเพราะเธอ เป็นเพราะเธอเดินเข้ามา ไม่คลานมา เธอ.. ไม่ให้ความเคารพ เธอจึงเป็นต้นเหตุให้ฉันต้องโกรธ ต้องขว้างของลงพื้น และจะรู้สึกดีถ้า เธอ คลานมาเก็บ มาหมอบขอโทษ "
……… จะมีกี่คน กล้าคิดว่า ฉันไม่พอใจ เพราะธาตุในธรรมชาติ รวมกับธาตุในตัวฉัน มันเกิดการหักล้าง มันสันดาปกัน ฉันไม่รู้ว่าธาตุนั้นคืออะไร รู้สึกแต่มันร้อนๆอุ่นๆ เลยหงุดหงิด พอมองออกไป เห็นทาสในเรือนเบี้ยเดินเข้ามา แทนที่จะคลาน ก็เลย นำอารมณ์นั้น ไปลงที่คนนั้น เพื่อที่ว่าธาตุร้อนๆนี้จะได้ผ่อนคลาย ฉันจะยึดกับการมองเห็น รูปสีเนื้อมีแท่งยาวออกมา ซ้ายขวา อย่างละสองแท่ง บนสั้นกว่าล่าง แท่งบนใช้จับยึด แท่งล่างใช้ เหยีบยัน ตรงกลางมีจุกผมดำดำขึ้น มีลูกขาวใสๆแฉะๆสองลูก พร้อมกับรูที่ระบายอาการเข้าและออก มีเนื้อเปิดปิดอีกรูนึงที่คอยบดเคี้ยวสิ่งใดใดที่ถูกป้อนลงไป ฉันเห็นรูปทรงนั้นๆอยู่ในแนวตรง ฉันรับไม่ได้ มันต้องเป็นรูปหักงอ และยันด้วยแท่งเนื้อสั้นๆตอนบน(คลาน) ฉันถึงจะพอใจกับการได้เห็น ... ต่อให้มีคนคลานอีกเป็นล้านคนอยู่ตรงหน้า แต่จิตที่ยังไม่เข้าใจ ต้นเหตุของการเกิด การแสดงอาการของธาตุ ก็ยังไม่เคยเบื่อ ไม่เคยเพียงพอ ต่อการมองเห็น ต่อการสัมผัส เพราะมันเป็นแค่ การปัดป้อง หด ขยาย ทางความคิด บิดเบี้ยวไปมา เพื่อให้เกิดอาการคลายออก เผื่อจะสบายขึ้น ความจริงแม้ไม่ต้องทำอะไร ผลแห่งการสันดาปก็คลายตัวด้วยความอยู่ไม่ได้ของตัวมันเอง รอเวลา เฝ้ามองได้เห็น และปล่อยมันผ่านไป กลับง่ายกว่าการไป ทะเลาะวิวาท พรากลูกพรากเมีย ขโมยแย่งทรัพย์สิน หรือเข่นฆ่า อาฆาตกันไม่จบไม่สิ้น
เมื่อธาตุน้ำทำงาน การเกิดของมันก็ทำให้คนไปจับต้องไปยึดหมายว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อจะจับต้องธาตุนั้นๆให้มาเป็นของตัวให้ก่อเกิด ให้มันไม่จางไป หรือให้มันสลายไปให้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ดี มันเป็นอะไรสักอย่าง มันเกิดอาการเนิบนาบ มันอยากระรวยรินไหล ใจก็หาที่ยึดต่อจากอารมณ์นั้น เราก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ใจก็เคลิ้มไหล มองเห็นท้องฟ้า ยามพระอาทิตย์กำลังทอแสง ก็คร่ำครวญ ไขว้คว้า หาทางให้มันมาเป็นภาพที่สะท้อนจิต หาทางสะท้อนธาตุนั้นๆที่กำลังเอิบอาบ มันอาลัยอาวรณ์ มันเกิดความรักใคร่ เห็นเด็กที่เรียกว่าลูกก็รักใคร่ อยากโอบ อยากกอดรัด อยากไปสารพัด ตั้งความหวังเอาไว้หลายพันรูปแบบจะปั้นให้เป็นดังใจ เพราะรูปที่เห็นเป็นเนื้อก้อนเล็กๆที่ ฉันคิดว่าฉันสร้างขึ้นมา มันเป็นก้อนเนื้อที่น่ารักน่าเอ็นดูกว่าก้อนเนื้อไหนๆในโลก และรักกว่าก้อนเนื้อเล็กๆของคนอื่น เกิดความหวงแหน ธาตุน้ำในตัวคนไหลไปรวมตามจุดต่างๆที่เกิดอารมณ์ ใคร่หาและโอดครวญ การเกิดแห่งการไหลไปมาก็มีปัจจัยเดิมๆคือธรรมชาติของการสันดาป ที่เกิดจาการหมุนตัวของพลังงาน
------------------
AKA : blackhole เล็กๆที่ถูกห่อด้วยความไม่เข้าใจอีกหลายต่อหลายชั้น การหมุนตัวด้วยแรงดึงดูดนั้น พัดพาเอาโมเลกุลเล็กๆอนูเล็กๆรอบๆตัวมันให้ก่อเกิด รวมตัวไป แตกตัวไป รวมตัวมา และแตกตัวไป พอครบรอบของจังหวะนึงก็มีการคลายออก พลังงานต่างๆก็ถูกรวมกันเข้ามาเกิดธรรมชาติ เกิดการสันดาป เกิดความสลับซับซ้อนของเม็ดเล็กๆที่ต่อตัวกันเป็นรูปร่างต่างๆ ตามแต่คุณภาพแห่งการหมุนนั้นๆ
----------------------
ก็ด้วยการสันดาปของน้ำและธาตุต่างๆมันถึงมีอาการการสะท้อนที่ทำให้ บางครั้งอาการของน้ำและไฟ และดิน มันเวียนกันไปกันมา จนไม่ต้องแยกกันแล้วมันความรู้สึกคนคนนึงจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะถ้าไม่เคยเจาะเข้าไปดูหน้าตาของเหตุของมันอย่างวิเคราะห์ให้เห็นได้ชัดเจน ธาตุดินเป็นธาตุสร้างที่ถูกพัดพาก่อเกิดและแตกสลายเหมือนธาตุอื่นๆ ธาตุดินเป็นสื่อของการสัมผัส จับต้อง เป็นสื่อความหนักเบา ก่อเกิดความยึดความอยาก ให้เกิดการทับถมต่อๆกันไป
หากแม่มาเห็นก้อนเนื้อเล็กๆอันเป็นที่รัก ไม่ขยับ(ตาย) แม่ที่มีธาตุน้ำประกอบอยู่ก็เค้นหลั่งน้ำให้ไหลออกมา เกิดความหวัง เกิดความอยากให้ก้อนเนื้อเล็กๆนั้นกระตุกได้ ขยับได้ไปมา ความไม่เข้าใจในธรรมชาติและความอยู่ไม่ได้ของสรรพสิ่ง ทำให้แม่ ทั้งเสียใจทั้งโกรธหมอที่รักษาลูกไม่ได้ หาสาเหตุที่ใครทำให้ลูกตาย บางคนโทษตัวเองเพราะหาตัวลงไม่ได้ ก็รอบการหมุนของลูกมันมีแค่นั้น ด้วยองค์ประกอบต่างๆที่การหมุนรวมมวลสารของเขาสั้นจะด้วยเหตุของคุณภาพนั้นๆ หรือปัจจัยแห่งจิตที่ก่อเกิดนั้นๆก็ตาม มันแตกแค่ธาตุที่จับต้องมองได้ แต่ความไม่เข้าใจก็สร้างสรรต่อเติมให้ความเศร้าโศกขจรกระจายไปนักต่อนัก เพื่อยึดมันเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันจบ คิดได้ทีไรก็เศร้าสลดในปริมาณเดิมๆที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งที่ปริมาณมันเก่ามันจบไปแล้ว แต่แม่ก็สร้างมันขึ้นมาด้วยการอาศัยความทรงจำเดิมๆ ........ เรื่องยาวละ แต่โดยสรุปสั้นๆคือ ทุกธาตุรวมกันมาได้ก็เพราะอาการแห่งจิต ตัวต้นเหตุแห่งการรวมตัวการสันดาปและการเกิด ก็มาจากจิต เป็นแหล่งก่อพลังงานที่ซับซ้อนเหล่านั้น จิตเราบังคับธาตุและบางครั้งธาตุก็ทำให้จิตไขว้เขว นึกว่า เป็นเพราะธาตุจิตถึงคิดแบบนั้นแบบนี้ ตัวต้นตอคือจิตเราดีดีนี้เองก่อเกิดและสรรสร้าง มวลสสารมีหน้าที่หมุนเข้าหาตามความเหมาะสมแห่งคุณภาพจิตนั้นๆ ทำไมคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตา ความเป็นอยู่ แตกต่าง สิ่งแวดล้อมแตกต่าง มันก็มี magnet ตัวเดียวคือจิต

มีแบบฝึกหัดให้เราทดลองอยู่เป็นประจำในโลกใบนี้ เวลาโกรธ เวลาเสียใจ อะไรเกิดกับตัวเรา อะไรดับไปจากตัวเรา และจิตเราขณะนั้นเๆที่จะบอกได้

Monday, April 5, 2010

ค่านิยม


ความจริงเราก็อยากจะโวยวายและตราหน้าว่าทักษิณเป็นคนผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ คนไทยด้วยกันดูถูกคนไทยด้วยกันมาตั้งแต่ยุคไหนต่อยุคไหน คนมีความรู้ความสามารถสักกี่คนจะยอมเสียสละตัวเอง เข้าไปสอน ไปเปิดตาเด็กบ้านไกลผู้ใหญ่บ้านนอกว่าเราควรเชื่ออะไร ไม่หลงกลคนลวงยังไง ทำไมประเทศถึงเจริญได้แค่ถัวงอกหัวโต เพราะโตแต่กรุงเทพ ทำไมบ้านเมืองที่เขาเจริญกันจริงๆเขาเจริญไปถึงต่างจังหวัด คนไทยดูถูกกันเอง ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่กลับไปช่วย ไม่กลับไปพัฒนาบ้านเมืองถิ่นไกล เพราะคนไทยที่เข้ามาเรียนกันสูงๆ กลัวจะอับอายถ้าไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งที่คนไทยบางกลุ่มที่น่าจะนำความเจริญกลับบ้านเกิด กลับไม่ทำเพราะกลัวความลำบาก ก็ปล่อยให้พ่อแม่ปู่ย่า ตา ยาย ที่ไม่รู้ตาสีตาสา เป็นผู้ที่อ่อนแอไร้ที่พึ่ง ไม่มีภูมิคุ้มกันกลลวงของพวกผู้ใหญ่บ้านและหัวคะแนน ถูกชักจูงให้เชื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ และก็ถูกล้างสมองว่าตามเขาไป คนไทยอยากได้คนดีมาบริหารบ้านเมือง แล้วทำไมคนไทยถึงกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพ ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ แต่คนไทยที่มีความรู้มีการศึกษาที่ดีต่างหากที่ขี้ขลาด คิดว่าตัวเองจบสูง จบนอกมา ต้องทำงานบริษัทดีดีใส่สูทนั่งห้องแอร์จ่อหน้าคอมเท่านั้นถึงได้รับการยอมรับ แล้วพอบ้านเมืองมีปัญหาก็ออกมาแย้วๆทีแล้วก็มุดหัวกลับไปทำกิจวัตรเดิมๆ มีปัญญาชนคนไหนกล้าพอที่จะเจียดเวลาในชีวิตส่วนหนึ่งไปปลูกฝังความถูกต้องความเจริญและความจริงให้กับเด็ก ให้ประชาชนที่ถูกปิดหูปิดตาที่ต่างจังหวัด มันยังไม่สายไปสำหรับการเริ่มต้น แต่มันจะสายถ้าเราไม่คิดแม้แต่จะเริ่มต้น เราต้องทำความดีต่อเมื่อมีคนเห็นเท่านั้นหรือ ความดีความภูมิใจมันไม่ได้อยู่กับเราตอนเรานอนหลับเงียบๆในห้องคนเดียวหรอกหรือ สิ่งที่พ่อหลวงตรากตรำทำงานตั้งแต่เราจำความได้ ท่านเดินทางไปต่างจังหวัด ไปสร้างความเจริญ ในที่ที่ทุรกันดารที่สุด สมัยนั้นมันยิ่งลำบากลำบนกว่าวันนี้กี่ร้อยกี่พันเท่า นายหลวงท่านทำเป็นตัวอย่างให้เราแล้ว เราจะช่วยท่านสานต่อเจตนารมณ์เหล่านั้นไม่ได้เชียวหรือ เราอย่าใส่แค่ริสแบน แปะสติ๊กเก้อว่า เรารักนายหลวง แค่นั้นเลย พ่อเหนื่อยมามากพอแล้ว วันนี้เราขอให้พ่อพัก เราจะบอกพ่อว่า จากนี้เราจะสานต่อสิ่งที่พ่อทำ จะทำให้พ่อเห็นตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้พ่อได้ภูมิใจ แม้มันจะลำบาก แม้มันจะเทียบไม่ได้กับความลำบากที่พ่อเคยสู้เพื่อเรามา แต่เราก็จะทำ แม้มันจะเป็นส่วนเล็กๆ เป็นจุดเล็กๆ แต่หลายๆจุดรวมกัน เราจะช่วยกันกอรปกู้ชาติ โดยไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อ เราจะช่วยกันโอบอุ้มและดูแลคนที่อ่อนแอ ให้เขาลุกขึ้นได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ และช่วยเหลือสังคมรุ่นต่อๆไป ขอให้คนไทยอย่าดูหมิ่นคนไทยด้วยกันเอง ขอให้คนไทยอย่ายกย่องค่านิยมต่างชาติว่าดีกว่า แม้บางอย่างมันจะดีกว่าจริง แต่เราก็จะไปเรียนรู้ เพื่อนำมาปรับนำมาใช้ ไม่ใช่ลอกเลียนทำตามเขา แล้วมาดูถูกคนอื่นอีกที เพียงเพราะว่าเราไปเลียนแบบฝรั่งมังค่าได้เหมือนกว่าแสดงว่าเราเป็นคนมีค่าน่ายกย่องกว่าแค่นั้นหรือ ขอให้คนไทยด้วยกันอย่าดูถูกคุณลุงคุณป้าตามต่างจังหวัด อย่าดูถูกคนที่ใช้แรงงานทำมาหากิน (ถ้าเขาเหล่านั้นมีเงินเรียนเขาจะต่อกันจนถึงดอกเตอร์เหมือนอีกหลายๆคน) เพราะค่านิยมที่ผิดๆทำให้เราไม่รักกันเอง ตั้งแต่สมัยไหนต่อไหน คนไทยเหยียดหยามกันเอง ทำให้เกิดช่องว่างให้กลุ่มคนบางพวกที่เรียกตัวเองว่า สส. ที่แอบอ้างว่าเข้ามาดูแลบ้านเมือง เข้ามากอบโกยจากรอยโหว่ที่ถูกสร้างกันขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อน จนบานปลาย เกิดคอร์รัปชั่นไปทั่วหัวตัวกระทรวงกรม กินจนเรื้อรังจนก่อให้เกิดปัญหาใหญ่โตจนถึงทุกวันนี้
ถ้าคุณเป็นปัญญาชนที่กล้าพอจะสานต่อเจตนารมณ์ที่พ่อสร้างไว้ ถ้าคุณกล้าพอที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องโดยไม่ให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ถ้าคุณกล้าพอที่จะยอมเสียสละความสบายส่วนตัวเล็กๆน้อย ออกไปทำอะไรให้สังคมชนบท สังคมต่างจังหวัด ให้ความรู้กับเด็กๆพี่ๆน้อง คุณลุงคุณป้า จะเดือนละครั้งหรือปีละครั้งก็ตาม เราจะไม่ไปเปลี่ยนความคิดของเขา แต่เราจะไปสอนให้เขาคิดให้เป็น ตัวยาที่จะแก้คอร์รัปชั่นได้คือคุณธรรมและข่าวสารที่ไม่ถูกบิดเบือน ถ้าคุณกล้าพอจะทำให้พ่อภูมิใจสักครั้ง กล้าพอที่จะไม่ใช้ใบปริญญาเพื่อหาผลกำไรให้แต่ตัวเอง แต่กล้าพอที่จะแบ่งความรู้เหล่านั้นให้กับเพื่อนร่วมชาติ ให้เราทุกคนได้ใช้ปัญญาเป็นอาวุธสู้ต่อภัยคอร์รัปชั่นในสังคม พ่อหลวงเหนื่อยมาพอแล้ว เราจะไม่ร้องไห้เพียงเพราะความปลื้มใจที่พ่อทำเพื่อเรามามากแค่ไหน แต่น้ำตาหยดต่อไปจะเป็นพยานให้พ่อรู้ว่าเราชาวไทย ได้ลงมือทำแล้ว ได้สานต่อเจตนาของพ่อจริงๆ

พิทพิทยา หากที่เราเขียน จะได้ช่วยเตือนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆและตัวเราเอง

ตนเตือน ตนเองได้ ให้พ้นผิด
ตนเตือนจิต ตนได้ ใครจะเหมือน
ตนเตือนตน ไม่ได้ ใครจะเตือน
ตนแชเชือน ใครจะช่วย ให้ป่วยการ (จำมาจากวัดสักแห่ง สมัยเด็กๆ)

Thursday, February 11, 2010

ตัวยึด


การได้ให้ เป็นผู้ให้ก่อให้เกิดความสบาย ทำไมจึงสบาย เพราะมันเป็นการปล่อยออกไป ละออกไป ที่มันสบายเป็นเพราะมันไม่ยึด กฏเดียวกับความไม่ยึดในจิตใจ เมื่อให้ทานให้อภัย ให้ด้วยความปราณีและเมตตา อย่างแท้จริง มันคือการปลดลูกตุ้มที่ถ่วงเราไว้อยู่ทีละอันสองอัน มันเบา ยกตัวอย่างง่ายๆเวลาทำบุญตอนเช้าๆทำไมก่อนใส่ถึงงัวเงียกันนัก แต่พอใส่เสร็จชั่ววูบนั้น มันโล่งทันที มันรู้สึกสดใส แต่ประเดี๋ยวสักพัก ถ้าไม่มีอะไรทำต่อก็ไปง่วงต่อ. พอจะเห็นอานิสงฆ์ปราดนึงของการไม่ยึด เห็นถึงความสุขความสบายที่เกิดแก่ใจเรา นี้แค่ทางกายแบบเล็กๆน้อยๆนะ ถ้าบริจาคอะไรหรือสละอะไรที่ก่อคุณประโยชน์ได้มากกว่านี้ละ ความอิ่มเอิบในการปล่อยนั้นก็จะยิ่งทวีความเบาให้กับเจ้าของมากขึ้นไปตามลำดับ แล้วถ้าไม่ต้องใช้สื่อในการปลดแอกเช่นทรัพสินเงินทองหรืออาหารละ ปลดมันตรงๆที่ใจเลย จะได้ผลเร็วกว่านั้นแน่นอน แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าอันนี้ปลดยาก แต่ทำได้แล้วมันหมายถึงการเขยิบจิตเข้าไปใกล้ความเบาที่ยิ่งใหญ่และเป็นอมตะมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น จะปลดตัวเองที่เคยยึดกับคนคนนั้นเอาไว้นานแสนนาน พยามหาเหตุผลนานับปะการมาอธิบายให้ตัวเองหายเศร้า เดี๋ยวเหตุผลก็เข้าข้างเขา เดี๋ยวเหตุผลก็เข้าข้างเรา เวลาเหตุผลเข้าข้างเรามันก็ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะใจมันฮึดเข้มแข็งจะสู้ต่อ แต่เดี๋ยวสักพักไปเดินสะดุดเจอที่เดิม เพลงเก่า ของรักของหวงที่เคยคุ้นตากันมา ใจก็จะไปควานหาเหตุผลไปเข้าข้างฝ่ายตรงกันข้ามกับความเข้มแข็ง แล้วตัวยึดก็กระโดดเกาะพันธนาการเหล่านั้นขึ้นมาอีกทันที ก่อให้เกิดมวลหนัก มันไม่สบายกายไม่สบายใจ มันหนัก มันอยากจะตีโพยตีพาย อยากแสดงความเสียใจ จิตใจคนเราถ้ากำลังอยู่ในระหว่างฝึกการใช้ชีวิตแบบฆารวาสให้ทุกข์แค่พอสมควร ก็ต้องฝึกปลดแอกตัวเองให้เป็น ไม่งั้นมันจะจม จะทุกข์ จะไม่ยึดทำอย่างไร ถ้าเรียกว่าไม่ยึดเลย คงยังทำไม่ได้ แต่เราขอแนะนำว่าให้หาที่ยึดใหม่ ที่จะทำให้เราไม่เจ็บตัว เจ็บใจ ในภายหลัง ถ้ายึดอันไหนแล้วหนัก มันเจ็บมันถ่วง ให้เปลี่ยนทันที
อ้าวแล้วใครละหรืออะไรละที่เราจะไปยึดเขาได้ดีที่สุด ข้อนี้ต้องแล้วแต่ตัวบุคคลนั้นๆเลย แต่มีหลักในการเลือกตัวยึดอยู่ว่า คนนั้นหรือสิ่งนั้นต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความเป็นกลาง และ เราจะไปเรียกร้องเอาอะไรกับเขาไม่ได้ เช่น ลมหายใจ ลูกประคำ พระบนคอ พ่อ กับ แม่ หรือผู้มีพระคุณยังพอได้อยู่นะ แต่ถ้า เราไปงอแงเรียกร้อง แล้วมีส่วนได้เสียกลับมาเมื่อไหร่ ก็จะไม่ถือว่าเป็นการปลดแอก หรือ หารปล่อยว่าง เพราะถ้าเราได้เพื่อนพี่น้องหรือคนที่รักเราพร้อมจะทำทุกอย่างให้กับเรา เมื่อเขาเหล่านั้นฟังความทุกข์เดือดร้อนของเรา แน่นอนว่าเขาจะต้องพลอยทุกข์ไปกับเราด้วย แล้วเราก็ไปยึดเขาไว้ แล้วเขาก็จะมาช่วยยึดเราไว้อีกที ถามว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้นจะถูกสลัดทิ้ง หรือ หายไปไหม ไม่ไปไหนเลย มันจะแค่เอาอารมณ์ยึดพ่อยึดแม่เข้ามาแทนที่(แบบชั่วคราวในบางราย) เพื่อรอการไปหาที่ยึดใหม่ทดแทนไอ้ตัวที่เราเพิ่งเจ็บกับมันไป มันอาจจะเป็นแฟนเก่า เพื่อนรักที่หักหลังกันมา หรือใครก็ตาม เพราะแผลเดิมเราไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกวิธี ไม่เย็บ ไม่ใส่ยา แค่เอาผ้าบังมันไว้ เพื่อรอการติดเชื้อต่อ เมื่อเปิดผ้าออกเท่านั้นเอง ทำไมถึงต้องแนะนำที่ยึดที่ดี(ในระดับฆารวาสขั้นพื้นฐาน) เพราะเมื่อความเสียใจ ความทุกข์ใจเกิดจากการที่เราไปยื่นมือไปคว้า. บ้านที่ไฟไหม้ ของรักที่โดนขโมย คนรักที่เสียชีวิตไป นานับปะการที่เรากำลังทุกข์ทรมานอยู่ในขณะนี้ มันมีกุญแจตัวเดียวกัน คือ ตัวยึดเกาะที่เราทุกคนมีอยู่ ถ้าให้คุณจินตนาการ ตัวเนียวๆดำดำที่มีหน้าตาเหมือนยางมะตอยแล้วใส่ลูกตาให้มันไปสองอันพอให้แลดูน่ารัก แล้วเราเรียกมันว่าตัวยึด ตัวยึดนี้จะทำหน้าที่จับต้องทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งชอบและไม่ชอบ ดังนั้น มันจะให้ทั้งคุณและโทษ แล้วแต่ว่าเราไปยึดกับอะไร.

วกกลับมาที่ตัวอย่างคู่รัก ตัวยึดมันก็เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งที่ยื่นออกมาจากจิตของเราทุกคน มันเป็นเหมือนท่อส่งถ่ายข้อมูล. แล้วคนที่สั่งมันได้คือใคร จะว่าไปในเบื้องต้นคนที่สั่งตัวยึดได้คือเจ้าของมัน และเจ้าของตัวยึดก็คือตัวเราเอง ส่วนตัวยึดเอง มันไม่รู้หลอกว่าจะยึดอะไรบ้าง เพราะมันมีคุณสมบัติในการยึดทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่เช่นนั้น แต่เจ้าของตัวยึดจะสั่งให้มันไปยึดรูป รส กลิ่น เสียง ความต้องการใดใด แล้วแต่ความอยากของเจ้าของ.. แล้วทำไมเวลาทุกข์ถึงจะสั่งให้ตัวยึดไม่ไปยึดทุกข์ละ ... อ้าวแล้วใครบอกว่าไม่ได้ล่ะ มันก็ง่ายพอพอกับที่จะบอกว่า อาหารบูดเหม็นเน่ามันไม่ดีต้องทิ้งไป แล้วไปซื้ออาหารใหม่มากินบำรุงร่างกายไง ถ้าจิตมันเข้าใจจริงๆมันก็จะคลายออกเอง ปัญหาคือเราไปตั้งโปรแกรมบอกกับตัวยึดของเราว่าให้ย้ำๆๆๆ ทำแบบนั้น แบบนั้น แบบที่ยึดทุกอย่าง ซ้ำๆลงไปแบบไม่ต้องได้หายใจหายคอบนพื้นที่ว่างโลกของโลกใบนี้ แบบที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากสารพัดอยาก ได้มาแล้ว ไม่พอ ได้แล้วต้องเอาให้มากขึ้น เราพร่ำสอนตัวยึดอย่างไร มันก็เกาะแกะอยู่แต่กับเรื่องแบบนั้น สอนมันให้กินอาหาเน่า มันก็ยึดอาหารเน่า เพราะความไม่รู้ ก็เข้าใจผิดมาตั้งหลายครั้งหลายกัลป์แล้วด้วย แล้วนำพาอาหารเน่ามาเลี้ยงจิตเราไง. ถ้าจิตมันฉลาดแล้วมันไม่ทำหรอก. เอ้ากลับมา. แต่การยึดกับตัวบุคคลมันไม่ได้ปล่อยกันง่ายๆนะ .. จริง .. แต่อย่าลืมว่าตัวกุญแจมันคือตัวเดียวกัน ตัวยึดกับการปล่อยมันอยู่ในตัวเดียวกัน นั้นหมายความว่า เหตุอยู่ที่ไหน แก้มันที่นั้น ด้วยความที่มันเป็นตัว ตัวเดียวกัน ตัวจับกับตัวปล่อย ก็ตัวเดียวกัน แผงควบคุมก็ตัวเดิมคือจิตของเรา อย่าไปแก้คนอื่น อย่าไปแก้ที่อื่น ถ้าทำได้ก็เป็นการแก้ปลายเหตุ ถ้ามันช่วยได้ ก็แค่ชั่วคราว แล้วก็จะกลับกลายมาเป็นแผลเดิมๆที่ไม่เคยรักษาให้หายแต่เอาผ้ามาปิดไว้เพื่อจะได้ไม่เห็นมันแทน .. ขั้นตอนแรกๆเวลาเจอเรื่องทุกข์ร้อนไม่ได้ดังใจ เกิดความทุรนทุรายกับการสูญเสีย ให้เปลี่ยนฐานที่ยึด อะไรที่เราเคยไปยึดมันก็เปลี่ยนที่มันสะ มายึดที่ลมหายใจ ไปยึดที่เวลาเท้าเดินๆบนพื้น ไปยึดกับอะไรที่สามารถอยู่กับตัวเราได้ ลองคิดดูนะ ถ้าเราเคยทุกข์กับการคิดเรื่องคนนั้นคนนี้ สัก 5 ชม. ต่อ วัน นั้นหมายความว่า เราดำดิ่งจมปลักกับอาหารบูดที่เอามาเลี้ยงความรู้สึกจิตใจ ภายในวันนั้น 5 ชม. ที่ผ่านไป ตัวเราจะรู้สึกหนักอึ้งไปมากแค่ไหน ถ้ายิ่งไปยึดกับอะไรที่จะพาให้เราเกิดจิตนาการ ความหลงไหลเคลิบเคลิ้ม เช่น เสียงเพลง และ เหล้า เพราะนั้นมันคือการสะบัดตัวยึดเข้าไปเกาะ เมื่อมันเกาะกับอะไร จิตเราจะดูดสิ่งนั้นเข้ามา เราไปยึดกับเพลง เพลงมันไปทางไหนเราก็ไปตาม เพลงรักโศกเศร้าสลดหดหู่ ก็ยิ่งพาให้ติดเชื้อรามปาม กันใหญ่ ผสมผสานเข้ากับเหล้ายา ก็พากัน...สันตะโลเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ กว่าจะกลับตัวได้อาจพลาดพลั้งก่อซ้ำทำซ้อน ให้เจ็บเรื่องใหม่ๆตามมาอีก ฉะนั้น การที่เราจะเปลี่ยนที่ยึด จากนานาสารพัดทั่วโลก มาเป็นสร้อยลูกประคำเล็กๆที่ข้อมือ ก็จะไม่เสียหายอะไร ราคาไม่แพง แต่ประโยชน์มหาศาล หรือถ้าเซียนพอจะหันมายึดลมหายใจตอนไม่มีสร้อยประคำก็ ทำได้ทันทีตราบใดยังมีชีวิตอยู่ ลมหายใจก็ยังคงยังอยู่ด้วยไม่ไปไหน. จะเป็นมือเป็นเท่าก็ยังเป็นสิทธิของเราอยู่



ทำไมการเปลี่ยนที่ยึดจึงเกิดประโยชน์
1 ล้างแผล ทำความสะอาด: ในบางครั้งบางที เราอาจจะยังหาเหตุผลมาหักล้าง อารมณ์ชั่ววูบไม่ทัน สติที่ตามไม่ทันเพราะความ
เคยชินที่สะสมมานาน สติอาจจะหนืดไปหน่อย ทำให้เกิด ความตกใจ อาจทำให้เราพลาดพลั้ง หุนหัน เผลอพูด ด่วนกระทำ
การ ขาดสติ ต่อด้วย เกิดอารมณ์โกรธ กลัว ดีใจ หรือ เศร้าเสียใจ บางทีมันปนเข้ามาเสมือนหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน
ก็มี สิ่งเหล่านี้มันมีขั้นตอนการเกิดที่ทับซ้อนก่อตัวขึ้นมา กว่าจะถึงขั้นตอนเงื้อมมือไปตบใครเข้าด้วยความโกรธนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ
และก็ไม่ใช่ยากๆเลย ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่กำลังรอต่อคิวเข้าห้องน้ำอยู่ ก็มีผู้ไม่เคยชินกับการอยู่ร่วมในอารยชน เดินเข้า
มาแทรกข้างหน้าเรา พร้อมทำไม่รู้ไม่ชี้ เสมือนโลกนี้มีเขาอยู่เพียงลำพังกับห้องส้วมสาธารณะ ถ้าเราเอาความรู้สึกปวดฉี่ไปจับ
ที่หน้าของเขา เราจะพบว่า เห้ย อาไรเนียะ .... ติ๊ด ๆ ๆ ๆ .... ภาพ slow motion ที่เราจะเห็นนักวิ่ง
นามิเบีย ที่ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อหลายมัดเรียงตัวเป็นริ้วสวยงาม กำลังพุ่งตัวเข้าเส้นชัยแห่งความโกรธแบบแซงหน้า
พระสติมาตั้งแต่ออกstart มันหยุดไม่ทันแล้ว โกรธวิ่งชนเปรี้ยงเข้าเส้นชัยในรอบแรกอย่างสวยงาม. ในบัดดลนั้น เราอาจจะ
ออกปากพูดกับเขาที่เข้ามาแทรกเลยว่า "คุณ ฉันมาก่อน ทำไมคุณมาแซงได้ไงไปต่อแถวสิ" แล้วถ้าคุณคนนั้นเกิดหันมา
ตอบแบบกระพริบตาโตๆเป็นหน้าตุ๊กตาไบรท์ใส่ว่า "ก็แล้วไง" เท่านั้นแหละนักวิ่งนามิเบียของเราก็จะวิ่งเข้าเส้นชัยฝุ่นตลบ
อีกรอบแบบที่หาพระสติไม่เจอเลย เอาละทีนี้ เราจะเถียงกับเข้าต่อ จะสงบ หรือว่าจะโรงพักดี ณ วินาทีแห่งทางเลือกที่
สับขาหลอกเราอยู่นั้น ก็เริ่มเห็นพระสติวิ่งผ่านม่านหมอกมาแบบจางๆ จางมากๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี จิตก็คว้าหมับที่ยึด
ตัวใหม่เอาไว้ก่อน คือลมหายใจ แม้ว่ากลิ่นโดยรวมจะไม่เอื้อต่อการเจริญขันติบารมีก็ตาม แต่เมื่อเหตุการณ์สงบลงได้ เมื่อต่าง
คนต่างเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วเดินแยกย้ายกันออกมา เราถึงค่อยมา ล้างแผลใส่ยาเป็นขั้นตอนต่อไป

2.ปิดแผล เย็บ แล้วใส่ยา: เริ่มค้นหาเหตุ และ ผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้จากเหตุการณ์ระทึกขวัญ ที่ตัวเองเกือบพาตัวเองและนักวิ่งนามิเบียเข้าวิน ลองไปหาที่สงบๆจิบกาแฟอุ่นๆเค้กเล็กๆสักชิ้นทอดตามอง คน สัตว์ สิ่งของที่สบายตา เป็นการให้รางวัลต่อความมีขันติบารมี เมตตาต่อสัตว์โลกและตัวเอง ทวนใจกลับไปหาต้นเรื่องเดิมๆด้วยการวางใจไว้ตรงกลางอย่างไม่มีกรดไม่มีด่าง คนเราส่วนใหญ่มักเข้าข้างตัวเอง(อย่างมากด้วย) การวางใจเป็นกลางจะทำได้ดีเมื่อเราสงบจากสิ่งกระทบโดยรอบ เอาล่ะ ทีนี้ ตั้งคำถามให้ใจเราตอบ สืบสวนสอบสวนกันอย่างไม่เครียดแต่จริงจัง ว่า เมื่อที่ผ่านมาถ้าเราต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงคนนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ท่าทางเขาเป็นอย่างไร อาจเป็นผู้หญิงที่มีนิสัยชื่นชอบความเจ็บปวด ชอบเอาชนและอาจจะมีคู่ในสายพันธุ์เดียวกันที่ยืนรอข้างนอก ถ้าทะเลาะไปแล้วเรื่องบานปลาย เกิดเขาลงมือกับเราหรือเรียกคนอื่นมาช่วยทำร้ายเรา ใครจะเสียหายมากที่สุด = "เรา"เสียหายที่สุด แล้วถ้าเกิดเขาเชื่อเราและเดินไปต่อแถวง่ายๆ เรื่องมันก็จบ สบายๆแบบนั้น ซึ่ง เป็นไปไม่ได้ เพราะ ถ้าผู้หญิงที่อยู่ในวัยเดินมาเข้าห้องน้ำโดยไม่มีแม่จูงมือมา ย่อมมีอายุอยู่ในเกณฑ์ได้รับการศึกษา และการศึกษาทั่วโลกตั้งแต่อนุบาลคุณครูก็ปลูกฝังให้เด็กมีระเบียบวินัย จะเป็นไปไม่ได้ถ้าผู้หญิงในวัยจริตใส่ขนตาปลอม กระพริบตาเป็นตุ๊กตาไบรท์ได้จะไม่รู้กฏสังคมข้อนี้ แสดงว่าที่มาลัดคิวคือ รู้ว่าทำดีเขาทำกันอย่างไร แต่ฉันเก๋าฉันจะขวางฉันจะอวดกร่าง อย่าคิดว่ามีแต่เพศชายที่ชอบกร่าง ผู้หญิงที่มีสรีระบอบบางหลายต่อหลายคน ก็กลั้นหายใจเบ่งกันหน้าเขียวหน้าเหลืองอวดเก๋ากันไม่น้อย แล้วการไปมีเรื่องกับคนที่มีตัวเองเป็นเรื่องอยู่แล้วก็ไม่เหมาะสมต่อการลงทุนของเราเลย มันเหมือนคนที่เขียนโปสเตอร์แปะบนหน้าผากตัวเองว่าฉันไม่อยากทำดี แต่แทนที่จะเขียนโปสเตอร์แบบนั้น ก็ละเลงไปทั่วตัวด้วยการทำกริยาที่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแทน เมื่อเรามองคนแบบนี้ออกแล้ว จงอย่าให้เขาได้สมหวัง เพราะเราจะไม่ทำตัวเป็นเหยื่อให้คนพาลง่ายๆ ... หาเหตุผลไล่ๆต่อๆมาจนจบรอยต่อของเรื่อง จากการไม่อยากมีเรื่องกับคนไม่ดี ทำไปแล้วตัวเองเดือดร้อนแน่นอน ดีแล้วที่ฉันไม่ได้กระโดดใส่เขาเมื่อตะกี้ ฉันนี้มันน่าภูมิใจที่คิดได้ น่าดีใจที่ไม่เป็นเหยื่อสนองตอบความอยากมีเรื่องของคนพาล ฉันฉลาดนะนี้ เอ้าา ยกให้ตัวยึดมาเกาะกับการชื่นชมตัวเองสักหน่อย ฉลาดที่เอาตัวรอด แค่ไม่พูดกลับไม่ปะทะกลับเรากลับเป็นคนชนะอย่างขาวสะอาด ขอยกตัวอย่างดิบๆที่เป็นยาใส่แผลที่ใช้ได้ดีสำหรับผู้เขียน สูตรนี้ไม่หวงแต่ถ้าใครคิดสูตรยาได้เองจากความคิดของตัวเอง มันจะเป็นยาแก้ส่วนตัวที่ดีที่สุดสำหรับบุคคลนั้นๆ เคยมีเหตุการณ์ที่โดนฝรั่งทำกริยาและพูดจาดูถูก เราก็รู้สึกโกรธว่าทำไมเขาทำแบบนั้น เราพูดไม่ได้อย่างเขาไม่ได้หมายความว่าเราโง่ไม่เข้าใจสังคม อะไรถูกผิด มันแค่การสื่อสาร แต่เขากลับมองเราต่ำต้อย ด้วยความเขลา เราก็น้อมรับราชองค์การของเขาจริงๆ เขามองเราแย่ เราก็มาโกรธมาเสียใจ สมใจคนที่ว่าเราเลยสิ ก็เขาต้องการให้เรารู้สึกแย่เราก็แย่ตามใจเขาสะงั้น แหมตอนนั้นคิดไม่ได้นะ หาตัวยึดก็ไม่ทัน ยืนมือเย็น หน้าร้อน คอแข็งไปหมด คล้ายจะเป็นโรคพิษสุนัข. กว่าจะมาหาสูตรยารักษาตัวเองได้ก็ตอนได้ฟังประโยคนึงจากyoutube ที่ลอยเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อยายคนนึงท่านพูดว่า โอ๊ยไม่รู้ว่าหมามันจะเอาอะไร เห่าอยู่ได้ ยายก็พูดภาษาหมาไม่เป็นสะด้วยสิ .. แค่ประโยคที่ถ้าเราไม่มีแผลคาใจ มันอาจกลายเป็นเหมือนอีกหลายๆประโยค ที่ผ่านมาและผ่านไป ก็จะเหมือนสมุนไพรที่ขึ้นอยู่รอบๆสวนหลังบ้าน เวลาเราไม่เจ็บไม่ป่วย ก็ไม่เคยรู้หรอกว่า อะไรใช้ทำรักษาอะไรได้บ้าง แค่ประโยคนั้น ก็ทำให้ตัวยึดเราคลายออกในทันที เพราะใจมันยอมรับ ว่าจริง ใจก็ให้เหตุผลตามไปเลยว่า นี้เรากำลังหัดเห่าภาษาเขาอยู่นิน่า เวลาหมาเห่าทำไมเราไม่โกรธ เพราะเราไม่เข้าใจมัน แล้วมิหน่ำซ้ำยังเดินหนีและไม่สนใจ ปล่อยให้มันเห่าเก้อ ไร้เงาคนมาสนใจ คนที่ไม่รู้จักไม่ได้หวังดี ไม่มีบุญคุณกับเรา แค่เจอกันและผ่านไป จะไปใส่ใจอะไรกับเขา ถ้าเขามีค่าค่อยให้ความสนใจสิ หรือต่อให้เข้าใจว่าฝรั่งพูดว่าเราหมายถึงอะไร แต่เจตนเขากับความตั้งใจของเราก็ไม่ต่างจากฟังหมาเห่าอยู่ดี มันไม่สะเทือน มันไม่เดือดร้อน เรื่องมันก็จบ แผลมันก็ไม่ค้างคา ใส่ยาแล้วก็ปล่อยให้หาย ถ้าจะมามองว่า อ้าว เราคิดได้อย่างไรว่าเราดีกว่าคนอื่น ไปว่าคนอื่นหมา ไม่ใช่นะ มันเป็นการเปรียบเปรยคุณค่าที่เราไม่ควรนำมาใส่ใจ และเหตุผลใดที่ใจของเจ้าของมันยอมรับ แล้วแผลมันถูกเยียวยา มันถูกเสมอ. เราคิดเองดังๆในใจ ไม่ได้มาบอกให้ใครรู้ แต่ในกรณีศึกษาเลยเอามาเล่าต่อกันฟัง

เรื่องโรคทางใจ ก็มีมาเยี่ยมเยียนเราเราท่านท่านกันอยู่บ่อยๆ รักษาก็เป็นเรื่องๆไป อันไหนแค่รอยแมวข่วนก็ไม่ต้องไปหาเหตุผลกับมัน ปล่อยไปเลยไม่ต้องเสียเวลา แต่ถ้าอันไหนที่แผลมันถูกกดลึก รู้สึกว่าตัวยึดมันจับจ่อไม่เป็นอันทำอย่างอื่น มันต้องแก้ มันก็ต้องแก้ เหตุผลคือการสมานแผลใส่ยา พอแก้ตัวเองได้จนเกิดความชำนาญแล้ว ต่อๆไป ตัวยึดของคุณจะมีประสิทธิภาพฉับไวเหนือประสาทการปรุงแต่ง พอมีอะไรเข้ามา ตัวยึดจะ จับ-ปล่อย จับ-ปล่อย ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ก่อความเดือดร้อนให้เจ้าของ เพราะยังไม่ทันเดือดร้อนก็ปล่อยทิ้งไปแล้ว หรือถ้าใครอยากอัพเกรดความสามารถไปถึงระดับสูงกว่านั้นอีกก็สามารถทำได้ จนวันนึง ตัวยึดก็จะรู้สึกเหนื่อยในตัวของมันเอง และเลิกยึดไปเอง ใจที่ไม่ยึดคือสุขที่ไม่รู้จะบรรยายได้อย่างไร และก็แปลกที่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไก กระบวนรอบของเหตุผลและความคิด เฉพาะบุคคลนั้นๆ ตามความสมบูรณ์ในเวลาอันสมควร

Thursday, February 4, 2010

ชีวิตหลับที่ตื่น


ชีวิตที่เหมือน คนที่อยากตื่น แต่ถูกบังคับให้ต้องหลับต่อ

คุณเคยบ้างไหม ที่นอนหลับนานๆจนตื่นขึ้นมาอีกทีแล้วมึนหัว ร่างกายแทนที่จะได้พักผ่อนเต็มที่กลับกลายเป็นความปวกเปียกมึนงง เหมือนตอนที่เราได้อ่านบทความดีดี ที่คอยเตือนสติให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของชีวิต เหมือนตอนที่กำลังเข้าใจสัจธรรมอะไรบางอย่างอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ต้องกลับออกไปทำงาน หรือ กลับออกมาเพื่อเรียนหนังสือต่อ หรือทำอะไรที่ดูจะเป็นทางตรงกันข้ามกับการอยู่เพื่อมีสติระลึกถึงว่าเรามีชีวิตอยู่กันเพื่ออะไรแน่ วันนี้หลังจากฟังธรรม ได้กำหนดคิดระลึกในสิ่งที่ก่อให้เกิดความละถอยปล่อยวาง แล้วจำต้องละออกไปอ่านตำราเรื่อง เขียนโปรแกรม เชื่อไหมว่า มันเหมือน ถูกข่มให้ต้องนอนต่อ ต้องหลับต่อ เพื่ออะไรก็ไม่รู้ เพื่อให้กลายเป็นคนเข้าใจเรื่องการฝันอย่างนั้นเหรอ การตามหาฝันที่มันไม่เคยเป็นจริงเลยสักครั้ง ถ้าการฝันเหล่านั้นยังอยู่บนความว่างเปล่าของตัณหา มันเหมือนหลุมดำที่ถมไม่เคยเต็ม มีแต่จะดูดเข้าไปเรื่อยๆและอีกมากมาย ที่ในชีวิตของเราทุกคนต่างดิ้นรนขวนขวาย เพื่อ กระดาษใบนึง, เพื่อคำคำหนึ่ง อาจจะเพื่อคำว่า" ดี" คำว่า" รัก" คำว่า "เก่ง" ที่จะได้รับสายตาการยอมรับจากคนที่ยังมีกิเลสตัณหา อีก เป็นพันล้านคนบนโลก ลำพังถมหลุมดำตัวเองก็ยังไม่เต็ม แต่ต้องไปถมคนอีกหลายๆคนรอบข้างแล้วมันจะไม่เหนื่อยคงแปลก. ขอให้ได้ยินได้รับคำเยินยอ ว่าคนนี้เก่งว่าฉันนี้เก่ง ว่าเขาเก่ง หล่อ สวย มีมาตรฐานที่เหนือกว่าคนอื่น แล้วคนนี้ คนโน้น ได้ใบประกาศแต่ละขั้นๆ คนนี้จะได้จัดอยู่ในสังคมอีกชั้นอีกระดับ ส่วนเจ้าตัวที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรากตรำทำงาน หรือเรียนเอง ก็พร้อมที่จะตรึงตัวเองอยู่กับความไม่รู้ของตัวเอง ที่ยังแสวงหา ต่อ ต่อ และต่อๆไป โดยที่ตัวของตัวเอง คิดว่าสิ่งที่ทำมันคุ้มค่าคุ้มเวลา มันจะได้ผลตอบแทนที่ดี มันจะสร้างอะไรต่อมิอะไรกับตัวเอง ครอบครัว และโลกใบนี้ ตัณหาตัวแรกเลย ที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ ฉันคิดว่าฉันเป็นคนแบบนี้ และฉันจะต้องหาตัวเองให้เจอ (แม้แต่ตัวเองยังเปลี่ยนใจเปลี่ยนแนวคิดเปลี่ยนเส้นทางเดินทางฝันอยู่ตลอดเวลา) แล้วคนที่มีบุคลิคแบบนี้ต้องเรียนแบบนี้แล้วทำงานแบบนี้ จากนั้น คนก็เริ่มใช้นิยามฮิต เรียกมันว่า ตามหาฝัน เพราะมันเป็นฝันจริงๆ มันคือความอยากลมลมแร้งๆ ที่เหมือนเล่นเกมส์เกมส์นึงจนจบ ตอนเล่นก็มุมานะ อุส่าหะ แทบไม่ได้กินไม่ได้นอน ตรากตรำ ทำจนผ่านไปได้หลายๆlevel เล่นแข่งกับเวลา เล่นไปเครียดไป จนถึงด่านสุดท้าย จนจบ แล้วเราก็จะเกิดความภูมิใจในชั่ววูบขณะหนึ่ง จากนั้นมันก็จางหายไป แล้วตอนนี้มีเกมส์อะไรให้เล่นต่อ ต้องไปหาเกมส์ใหม่มาเล่นต่อสิ เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่า ชนะ ทำได้ เก่ง ทำได้ ดีกว่าคนอื่น..... มันไม่ต่างไปจากชีวิตจริงที่เราและคุณต้องเจอมันอยู่ทุกๆวัน.........

แต่ถ้าวันนี้ฉันเล่นเกมส์ไปด้วย โดยที่ตัวเล่นแต่ใจไม่เล่นละ ฉันจะมองโลกเปลี่ยนไปมากมายแค่ไหน แล้วถ้าฉันรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตมันเป็นมวลรวมของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เคลื่อนไปเคลื่อนมาด้วยความทนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวของมันเองล่ะ ฉันจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแค่ไหน. แล้วถ้าวันนึงฉันตามหาอารมณ์ที่วิ่งไปวิ่งมาเจอแล้วคิดว่า อารมณ์ก็เป็นภาพสะท้อนของธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน ฉันยังอยากจะครอบครองอารมณ์นั้นๆมาเป็นฉันอีกไหม … แล้วถ้าสุดท้ายฉันไม่ได้ยึดสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตัวฉันเองล่ะ ฉันคงเป็นคนที่ความทุกข์ไม่มีทางเข้าถึงได้เลยตลอดไป .... และถ้าความทุกข์จะเกิดก็จะกระทบแค่ร่างกายแต่ไม่กระเทือนถึงจิตใจ "กรรมนั้นก็ถือว่าเป็นโมฆะ"

About Me

My photo
เป็นคนเดิมๆ ที่ค่อยๆเดินหน้า ไปช้าๆ และมองรอบๆตัวเอง สำรวจความคิด ว่าผลกระทบจากความคิด นอกจากจะเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วยังไปกระทบสิ่งแวดล้อมและคนรอบๆข้างทิศทางไหนบ้าง บวกหรือลบ ในสัดส่วนที่ควรพัฒนา สานต่อ แก้ไข หรือ อย่างไรต่อไป ในฐานะที่มีฉัน มีเธอ มีเขา มีเรา และคุณๆ ความรับผิดชอบของความคิดคนคนนึง ย่อมมีคลื่นใยสายสัมพันธ์ กระทบต่อกันและกันเป็นระรอกๆ ทุกความเคลื่นไหวของความคิดและอารมณ์ จากนี้มันจะถูกกลั่นกรองด้วยปัจจุบันขณะ จากใจผ่านสมองและแป้นรองพิมพ์ สู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยเจตนารมณ์ทีซื่อสัตย์ ต่อฉัน เธอ เรา เขา และ คุณๆ